ฟิลิปส์ จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ Philips Ambition Cup 2024 เปิดเวทีให้นักรังสีเทคนิคทั่วประเทศร่วมนำเสนอผลงานด้านรังสีวิทยา
พร้อมเชิญรังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ความรู้และแชร์เทคนิคการใช้เครื่อง MRI อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับศักยภาพการทำงานสู่ระดับสากล
- Feb 28, 2025
- ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – เมื่อเร็วๆ นี้ ฟิลิปส์ ประเทศไทย ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลกได้จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “ Philips Ambition Cup 2024” ณ โรงแรมอีสติน พญาไท กรุงเทพฯ โดย Philips Ambition Cup 2024 เป็นการประกวดผลงานเทคนิคการใช้เครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) ของนักรังสีเทคนิคจากทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและใช้เครื่องมือทางการแพทย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถให้บุคลากรทางการแพทย์นำไปต่อยอดและพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยผู้ชนะคว้าเงินรางวัลสูงสุด 30,000 บาท
Philips Ambition Cup เป็นการจัดการแข่งขันที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2022 โดยรอยัล ฟิลิปส์ โดยมีการจัดการแข่งขันในหลายประเทศ อาทิ ประเทศเนเธอร์แลนด์, อินเดีย, ญี่ปุ่น และประเทศไทย สำหรับการแข่งขัน Philips Ambition Cup 2024 ในประเทศไทยได้จัดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน เราได้เปิดโอกาสให้นักรังสีเทคนิคทั่วประเทศเข้าร่วมส่งผลงานตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ที่ผ่านมา และได้คัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้ายมาชิงชนะเลิศกัน โดยเราได้รับเกียรติจากรังสีแพทย์ นักรังสีเทคนิคและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากโรงเรียนแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน เราเล็งเห็นว่าการแข่งขัน Philips Ambition Cup จะเปิดโอกาสให้นักรังสีเทคนิคทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพการทำงานและใช้เครื่อง MRI อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งยังสามารถนำผลงานหรือเทคนิคของแต่ละโรงพยาบาลมาร่วมแชร์ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่โรงพยาบาลอื่นๆ ได้นำไปปรับปรุงและต่อยอดการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเครื่อง MRI เป็นเครื่องตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาที่สามารถตรวจได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคทางระบบประสาทและสมอง โรคตับและอวัยวะภายในช่องท้อง หรือโรคเกี่ยวกับกระดูก และมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือที่ช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์
สำหรับการแข่งขัน Philips Ambition Cup 2024 ในประเทศไทย มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 5 ผลงาน ได้แก่
- The effect of 4D-PCA compared with CE-MRA on patients with congenital heart disease โดยนายจิณณวัตร รัตนัง และ นายปธานิน จินดารุ่งเรืองกุล นักรังสีเทคนิค ศูนย์โรคหัวใจภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- Enhancing clarity: Optimizing inversion time selection for grey-blood LGE cardiac imaging โดยนางสาววัชรี ประเสริฐกุลชัย นักรังสีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
- Image quality assessment of compressed sense accelerated MRI of the brain โดยนางสาวจันทราพร นกจันทร์ และ นางสาวภิรมณ คงเจริญ นักรังสีทางการแพทย์ ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า โรงพยาบาลรามาธิบดี
- Changed workflow to improve image quality of technique CE MRA & MRV โดยนางสาวธนัชชา สกุลศักดิ์ นักรังสีเทคนิค โรงพยาบาลกรุงเทพ
- Tip and Trick: Use MRI only for brachytherapy with a carbon fiber couch โดยนายชลคินทร์ ครรชิตชลกุล และ นางสาวชณิดา สถิตวัฒนวิโรจน์ นักรังสีเทคนิคและนักฟิสิกส์ สาขารังสีรังษา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมมีความสามารถโดดเด่นและนำเสนอเทคนิคการใช้เครื่อง MRI ที่แตกต่างกัน โดยเกณฑ์การตัดสินพิจารณาจาก 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1)เนื้อหาการวิจัยและเทคนิคการประยุกต์ใช้เครื่อง MRI ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนสูงสุด, (2)รูปแบบการนำเสนอ (3)ความคิดสร้างสรรค์ และ (4)ความเป็นไปได้ในการนำไปต่อยอดใช้จริง โดยทีมที่ชนะเลิศในปีนี้ถือเป็นทีมของน้องใหม่ที่มีความโดดเด่นด้วยการนำเสนอสถิติที่ครบถ้วนและจำนวนเคสที่ร่วมวิจัยที่มากพอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของเทคนิคที่นำเสนอ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศูนย์MRI อื่นๆ เพื่อดูแลผู้ป่วยได้จริงในอนาคต ผมมองว่าโครงการ ‘Philips Ambition Cup’ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการรังสีวิทยาไทย เพราะมีการรับฟังความคิดเห็นจากนักรังสีเทคนิคที่ใช้งานจริง เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง และพัฒนาเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์การทำงานได้มากขึ้น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุเทน ยะราช
ที่เราเลือกหัวข้อวิจัยนี้ในการส่งเข้าประกวด เป็นเพราะว่าเราพบความท้าทายในการตรวจหัวใจด้วยเครื่อง MRI ในเด็ก ผู้ป่วยโรคไต และผู้ป่วยที่มีความอ่อนไหวต่อสารทีบสีจำนวนมาก การตรวจด้วยเครื่อง MRI จำเป็นต้องฉีดสารทึบสีเพื่อเปรียบเทียบความต่างในเนื้อเยื่อ แต่หากเราใช้เทคนิค 4D-PCA เราก็ไม่จำเป็นต้องฉีดสารทึบสี แต่ยังคงมองเห็นลักษณะของหัวใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำและสามารถวิเคราะห์รอยโรคได้ อีกทั้งยังลดเวลาในสแกนลงได้ถึง 30% โดยเคสที่นำมาเก็บข้อมูลงานชิ้นนี้คือผู้ป่วยเด็กวัย 6 ขวบซึ่งให้ความร่วมมือในการตรวจได้เป็นอย่างดี และสามารถฝึกกลั้นหายใจได้ก่อนเข้ารับการตรวจ ทั้งนี้ผู้ป่วยเด็กเป็นวัยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพ้สารทึบสี และหากต้องตรวจติดตามอาการเป็นประจำ อาจเกิดการสะสมในร่างกายซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพได้ในอนาคตโดยปกติแล้วการทำงานกับผู้ป่วยเด็กจะมีความท้าทายมากกว่าผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่อยู่แล้วด้วยปัจจัยของวัย การควบคุมสมาธิและภาวะอารมณ์ที่น้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ทั้งทีมนักรังสีเทคนิคและผู้ปกครองเองต้องมีวิธีการดึงดูดความสนใจของผู้ป่วยเด็กเพื่อให้ร่วมมือในระหว่างการตรวจจนสิ้นสุดกระบวนการ
นายจิณณวัตร รัตนัง และ นายปธานิน จินดารุ่งเรืองกุล ศูนย์โรคหัวใจภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้ชนะโครงการ Philips Ambition Cup 2024 และนักรังสีการแพทย์, ศูนย์โรคหัวใจภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่